การลงทุนวิธีเน้นคุณค่า (Value Investing)

การลงทุนวิธีให้ความสำคัญคุณค่า ได้ รากฐานมาจากทรรศนะการวิเคราะห์ปัจจัยด้านพื้นฐานของเบนจามิน แกรแฮม กับเดวิด ดอจจ์ แห่งมหาลัยโคลัมเบีย โดยการวิเคราะห์หุ้นที่เน้นเงินลงทุนในหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยด้านพื้นฐานสำหรับอ้างอิงได้จากอัตราส่วนเรื่องการเงินต่างๆ เช่น อัตราส่วนกำไรต่อทุนทรัพย์สุทธิ (P/E) อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าช่องทางบัญชี (P/B) อัตรา ปันผลชี้แจงแทนที่ (Dividend yield) ฯลฯ โดยคิดว่าในระยะยาวมูลค่าหุ้นจะได้ปรับตัวมุ่งสู่มูลค่าพื้นฐาน (Fundamental Value) การลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าน้อยกว่าค่าขั้นแรกดังนั้นมีสิทธิกำไรมากกว่าเข้าเนื้อ มุมมองของการลงทุนวิธีมุ่งเน้นคุณค่านี้ได้จัดทำความมีหน้ามีตา ให้กับนักลงทุนระดับสากล อาทิ วอร์เรน บัพเฟต จอห์น เทมเพิลตัน จอห์น เนฟฟ์ เป็นต้น กับการลงทุนรูปแบบเน้นคุณค่านี้คงยังได้รับการหนุนจาก งานค้นคว้าวิจัยเชิงวิชาการมากหลายการลงทุนรูปแบบเน้นย้ำประสิทธิภาพนั้นจะเน้นการพิจารณาปัจจัยด้านพื้นฐานในกิจการ เพื่อเที่ยวหาราคาที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวมากกว่าการวิเคราะห์แนวทางในตลาดหุ้น นักธุรกิจรูปแบบให้ความสำคัญประสิทธิภาพมักค้นหาหุ้นที่มีราคาต่ำกระทั่งน่าหลงใหล ซึ่งสำหรับอาจถูกเจาะจงด้วยอัตราส่วนเรื่องการเงินต่างๆ เช่น หุ้นที่มีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ น้อยกว่าตลาดหุ้น หรือไม่ก็อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าช่องทางบัญชีน้อยกว่าตลาดหุ้น ฯลฯ หุ้นกลุ่มนี้มักคือหุ้นที่ไม่โดยในความพึ่งพอใจในนักธุรกิจทั่วไป อาทิ หุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่อิ่มตัว หุ้นที่มีผลการดำเนินขึ้นกับวัฎจักรสภาวะเศรษฐกิจ หรือว่าหุ้นที่ขณะพบปัญหา ฯลฯ แล้วเฝ้ารอจนกระทั่งตลาดเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหุ้นเหล่านั้น กระตุ้นให้ราคาหุ้นปรับตัวมุ่งสู่มูลค่าพื้นฐานดังกล่าวข้างต้นซึ่งขายสร้างเงินนักลงทุนวิธีเน้นย้ำประสิทธิภาพนั้นจะค้นคว้าบริษัทจดทะเบียนหลายชนิดอย่างละเอียด พร้อมด้วยประเมินราคาที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวด้วยวิธีหลายชนิด อาทิ วิธีคิดลดกระแสสด (Discount cash flow) วิธีเปรียบอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิกับตลาด ฯลฯ ต่อมารอจนกระทั่งระดับมูลค่าของหุ้นกลุ่มนี้ได้ปรับตัวอ่อนลงสู่ระดับราคาที่พอเหมาะซึ่งเลือกลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ประสงค์ นักธุรกิจรูปแบบมุ่งเน้นประสิทธิภาพมักขายหุ้นออกไปเมื่อมูลค่าได้ปรับตัวสูงเกินยิ่งกว่าราคาที่เหมาะสม หรือไม่ครั้นปัจจัยด้านพื้นฐานของกิจการมีการเปลี่ยนแปลงกระทั่ง เป็นเหตุให้ราคาที่เหมาะของห้างร้านปรับตัวถดถอยจนอยู่ในระดับไม่น่าหลงใหล สำหรับเตรียมการเงินทองเอาไว้สำหรับการลงเงินใน ครั้งต่อไป

ทุบกระปุกมาลงทุน

อย่างนักธุรกิจหลายๆคนที่แม้ว่าอาจจะรู้เจตนาตัวเองชัดเจนต่อจากนั้น มีการพิจารณาหุ้นพร้อมด้วยเลือกหุ้นพร้อมด้วยจัดพอร์ตตามความสมควรส่วนตัวสำเร็จต่อจากนั้น แต่ถ้าว่าไม่วางแผนการสำหรับหุ้นรายตัว ห้ามลืมนะคะ หุ้นมีซื้อหา นั่นอาจจะมีจำเป็นจะต้องปล่อยขาย หรือไม่สมมติว่าจะไม่ขายก็กำหนดไว้เลยตั้งแต่ต้น มิเช่นนั้นคงจะตกม้าตายได้เวลาที่มีเรื่องมาสู่ตกกะจิตใจ สำหรับแหม Welcome to Thailand ค่ะ! มีเรื่องมาสู่ล่วงกะใจเป็นประจำ 555 หากคุณไม่วางแผนการเลย ถึงเวลาคับขันเราอาจจะงงงวยแล้วก็กระทำสิ่งใดไม่ถูก ดอยโลดได้นะค้า แผนที่อยากให้วางหลังจากที่ได้เลือกสรรหุ้นที่อยากเผื่อไว้เข้าพอร์ตมาและก็นั่นก็คือ1. อยากที่จะซื้อหาที่มูลค่าเกือบเท่าไหร่ (ในสถานการณ์ที่ราคาคงยังสูงกว่าที่เราต้องการจะซื้อหา) สำหรับนักธุรกิจที่ใช้ปัจจัยด้านพื้นฐานเช่นเดียวกันพร้อมกับนานๆ ไม่ใช่คัดเลือกหุ้นดีๆมาแล้วก็เข้าเลยนะ คนหลายคนปราศจากแผนที่ชัดเจนในส่วนนี้ รอทว่า ‘ถูกเมื่อไหร่ค่อยซื้อ’ แล้วเมื่อไหร่ล่ะคะที่ถูก ระยะเวลาที่เค้าตกใจขายกันลงมา สมมติได้จาก 10 บาท เหลือ 6-7 บาท ลองถามจริงๆแล้วในตอนนั้นมักกล้าเสี่ยงซื้อบ้างรึไม่? คนส่วนใหญ่เค้านั่นตื่นตกใจกันหมด เพราะเวลาที่ตลาดหุ้นพิจารณาแย่ มันมักดูเหมือนว่าน่าจะแย่ไปกว่านอีกสม่ำเสมอ ท้ายที่สุดเรามักคอยมอบมันถูกกว่านอีกเรื่อยไป โดยเหตุนั้นนานๆคิดว่าการวางเป้าหมายไว้เลยทว่าจะเข้าที่ราคาราวๆไหน ครั้นถึงต่อจากนั้น สมมติว่าเหตุการณ์ด้านเศรษฐกิจบ้านเมืองมันเลยแย่สิ่งใดขนาดนั้นก็เลือกเลย คนที่ไม่มีแผนพร้อมทั้งเฝ้ารอซื้อที่ราคาถูกที่สุด มักจะไม่ได้ซื้อหาเสมอ หากไม่ทำจากนั้นห้ามมาเสียดงเสียดายทีหลังน้า 2. อยากที่จะปล่อยขายครั้นเกิดสิ่งใดขึ้น บางคนอาจจะตั้งเป้าคือราคา ว่าผลกำไรเท่าไหร่แล้วจะออก หรือบางคนที่คงอยากเติบโตไปพร้อมกับหุ้นหรือถือยาวไกลคอยเงินปันผลก็อาจจะกำหนดทว่ามักขายนั่นต่อเมื่อห้างร้านเจอผู้เข้าแข่งขันใหม่ที่ไม่อาจสู้เลย หรือไม่ผลิตภัณฑ์ของห้างร้านมันเริ่มล้าสมัย ฯลฯ คือกำหนดตามจุดมุ่งหมายของเราที่มี/หุ้นรายตัวนั่นแหละ ขอเพียงแผนมันมีเหตุมีผล มีหลักการมารองรับนั่นโอเคจากนั้นซึ่งหลายคนอาจยังคาใจ เพราะตัวเองยังมีเงินเก็บไม่มาก จำนวนเงินในพอร์ตคงยังเบบี๋พร้อมทั้งไม่อาจเลือกซื้อหาหลายหุ้นเลย จะกระทำยังไงหล่ะทีนี้? ไม่เป็นไรค่ะ นานนึกว่าการออมในหุ้นน่าจะเหมาะเจาะที่สุด นั้นก็คือเทียบเท่าการหยอดกระปุกออมสินนั่นแหละ เลือกหุ้นมาหนึ่งไม่ก็สองตัว ต่อจากนั้นซื้อทุกเดือน เดือนละไมกี่พันบาทก็ได้ค่ะ ซื้อหาไปเรื่อยๆ ซื้อหาไปทุกเดือน รูปแบบไม่ต้องสนอกสนใจมูลค่า สนเพียงว่าขั้นแรกคงยังดี ยังไม่แปรเปลี่ยน มูลค่าเหวี่ยงขึ้นนั่นซื้อ เหวี่ยงลดลงก็ซื้อทุกเดือน กระทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเรียนจบ แล้วค่อยมาเปิด ‘กระปุกพอร์ต’ พิจารณา ไม่แน่น้า คงตกใจก็ได้ทว่าคุณมีเงินเก็บขนาดนี้เลยหรอ?! เพราะเมื่อผลกำไร(ไม่ก็ผลกำไร)ทบต้น มาผสมกับระยะเวลายาวๆหลากหลายปี มันจะออกมาเป็นผลลัพธ์ที่น่ามหัศจรรย์อย่างที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยพูดไว้ทว่า ‘พลังของดอกเบี้ยทบต้นหน่ะ เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก’

เรื่องของการ ลงทุน แบบมุ่งเน้นการเติบโต (Growth Investing)

การ ลงเงิน แบบเน้นย้ำการเติบโต คือการ ลงเงิน ที่ให้ความสำคัญพร้อมกับ หุ้น ที่มีเรื่องราวของการ ขยาย ธุรกิจ การควบรวบรวมกิจการ การเข้าShoppingธุรกิจ หรือว่าการคลิกเขา ประมูล แผน ขนาดใหญ่ สำหรับห้างร้านในกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วก็จะมีอัตราการเติบโตของยอดขาย หรือไม่กำไรสุทธิที่สูงกว่าค่ากลางของทางตลาดถ้าหากหุ้นดังกล่าวข้างต้นอาจจะมีราคาแพงมากครั้นสังเกตในแง่ของอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ หรืออัตราส่วนมูลค่าต่อราคาช่องทางบัญชีก็ตามนักลงทุนที่เน้นย้ำการเติบโตมักมุ่งวิเคราะห์หุ้นสำหรับแสวงหาหุ้นที่มีประวัติ การเติบโต ของกำไรสุทธิที่สูงกว่าค่ากลางของทางตลาดในช่วงที่ผ่านมา และคาดเดาว่ามักยังมีสิทธิคุ้มครองอัตราการเติบโตให้อยู่ในระดับสูงเลยต่อไปในภายหน้า หุ้นเหล่านี้ส่วนใหญ่มักอยู่ข้างในอุตสาหกรรมที่ เกิดขึ้นใหม่ อุตสาหกรรมที่ขณะที่เติบโต ไม่ก็อุตสาหกรรมที่เพิ่ง ฟื้น จากปัญหา (Turn around) ครั้นบริษัทแจ้งผลประกอบการที่ดีกว่าค่าถัวเฉลี่ยของตลาด จะส่งผลให้อัตราส่วนเรื่องการเงินต่างๆ ดีขึ้น เช่น อัตราส่วนมูลค่าต่อกำไรสุทธิของหุ้นลดน้อยลง (เนื่องแต่กำไรสุทธิมากขึ้น ทำเอาอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิลดลง) และจะดึงดูดนักลงทุนรายใหม่เข้ามามอบ ความสนใจ พร้อมกับหุ้นเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้มูลค่า หุ้น โตด่วนเหล่านี้อาจจะปรับตัวมากขึ้นไปได้อีก สมมติว่าบริษัทดังกล่าวข้างต้นสามารถดูแลรักษาการเติบโตของกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงอย่างตามลำดับติดต่อกันเป็นเวลานาน เงินกำไรพร้อมกับราคาหุ้นก็ยิ่งทวีคูณเป็นเทียบเท่าทวี อย่างไรก็ดีถ้าบริษัทไม่สามารถคิดค้นการเติบโตของเงินกำไรเลยตามที่ตลาดพยากรณ์หรือว่าประสบพบเห็นกับข่าวร้ายที่มีนัยสำคัญ กระทั่งทำให้นักลงทุนหมด ความเชื่อถือ ในความสามารถการเติบโตของห้างร้าน ราคาของ หุ้น โตรวดเร็วเหล่านี้ก็อาจปรับตัวถดถอยอย่างรวดเร็ว และเนรมิตผลลัพท์ขาดทุนมากมายมหาศาลให้กับนักลงทุนเลยเพราะเหตุนี้การ ลงทุน วิธีมุ่งเน้นการเติบโตนี้จึงควรพิจารณา ความพอเหมาะ ของราคาควบคู่ไปโดย เพื่อให้ มั่นอกมั่นใจ ว่านักธุรกิจขณะที่ยินยอมจ่าย “แพง” เพื่อให้ได้อัตราการเติบโตที่สมเหตุสมผล โดยนักลงทุนคงใช้อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อการเติบโต (PEG – Price to earning to growth) ซึ่งหาได้จากการนำเอาอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิไป หาร ด้วยอัตราการเติบโตของห้างร้าน จากนั้น นำ อัตราส่วนดังกล่าวข้างต้นไป เปรียบเทียบ กับตลาดไม่ก็ค่ากลางอุตสาหกรรมสำหรับเป็นข้อมูลข่าวสารบวกการตัดสินใจลงทุน

การวิเคราะห์หุ้นโดยปัจจัยเทคนิค

ในการวิเคราะห์ หุ้น ในเงินลงทุนสินทรัพย์หรือว่าเงินลงทุนในหุ้นนั้น โดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเลยเป็น2รูปแบบนั่นก็คือ การวิเคราะห์โดยอาศัยปัจจัยด้านพื้นฐาน พร้อมทั้ง การพิจารณาอย่างอาศัยปัจจัยทางเทคนิค ซึ่งสำหรับการพิจารณาปัจจัยด้านพื้นฐานนั้นจะอาศัยการดูขั้นพื้นฐานในกิจในการที่เราจะเข้าไปลงเงิน โดยจะกระทำการวิเคราะห์จากงบประมาณทางการเงิน หรือไม่ พิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจ กับการเมือง ในขณะนั้นๆว่าได้ความพอเหมาะในการลงทุนเท่าใด เพียงไร แต่ถ้าว่าการวิเคราะห์สินทรัพย์ที่คุณจะกล่าวถึงกันในวันนี้คือ การพิจารณาโดยปัจจัยทางเทคนิค ซึ่งมันจะทำการพิจารณาจากปริมาณการซื้อขาย มูลค่าหุ้น และแนวคิดช่องทางข้อมูล อย่างการพิจารณาเทคนิคนั้นจะไม่สนใจขั้นพื้นฐานในกิจการที่คุณจะทำการลงทุน ซึ่งข้อคิดเห็นนี้ค่อนไปทางแตกต่างจากการพิจารณาช่องทางขั้นแรกเป็นอันมากซึ่งสำหรับการวิเคราะห์โดยกรณีทางเทคนิคนั้น เป็นวิธีการการศึกษากิริยาท่าทางของราคาหุ้น อย่างอาศัยการศึกษาได้จากกราฟสำหรับจุดประสงค์ในการคาดการณ์แนวโน้มของราคาในภายหน้า โดยมีกรณีที่เราจะกระทำการพิจารณาโดย 4 ข้อที่สำคัญ กล่าวคือ ราคาหุ้น ปริมาณการซื้อขาย เวลา พร้อมกับ ความรู้สึกในนักธุรกิจในตลาดในขณะนั้นๆ ซึ่งสำหรับกรณีหลายชนิดกลุ่มนี้ เราจะอาจจะทำการพิจารณาได้จากการอ่านกราฟ พร้อมกับ อินดิเคเตอร์ต่างๆนานา ที่จะแสดงค่าปล่อยออกมา ซึ่งสำหรับปัจจุบันนี้โบรคเกอร์ส่วนมากก็มีบริการโปรแกรมสำเร็จรูปมอบนักลงทุนเลยใช้ทำการวิเคราะห์โดยมุมมองที่ขั้นแรกของการพิจารณาทางเทคนิคนั้นปรากฏจากหลักหลักการ 3 ชนิดคือโดยราคาหุ้นนั้นได้สะท้อนกรณีหลายอย่างที่เข้ามากระทบกับบริษัทนั้นไว้หมดต่อจากนั้น นั่นหมายความได้ว่า สมมติว่าเกิดเหตุการณ์หลายชนิดขึ้น อาทิเช่นการปรับเปลี่ยนทางฝ่ายการเมือง เศรษฐกิจ ไม่ก็เหตุการณ์ใดๆก็ตามทีมีผลกระทบพร้อมกับบริษัทนั้น ถ้าคือกรณีบวก มูลค่า หุ้น ก็ย่อมต้องปรับตัวสูงขึ้น และในทางกลับกันสมมติว่ามีกรณีที่คือลบเข้ามากระทบราคาหุ้นก็มันย่อมจำเป็นต้องปรับลดน้อยลงมูลค่าหุ้นนั้นจะเคลื่อนไปตามความโน้มเอียง พูดถึง ราคาหุ้นนั้นจะเคลื่อนไหวไปตามความโน้มเอียงใดแนวโน้มหนึ่งจนกว่าจะปรากฏการปรับเปลี่ยน สำหรับนักลงทุนที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นส่วนใหญ่นั้น โดยมากกระทำการลงทุนตามแนวโน้ม ไม่ก็ที่เรียกว่า Trend Following ตัวอย่างเช่น ถ้าความเอนเอียงของการตลาด ณ ในเวลานั้นคงยังเป็นขาขึ้นอยู่ นักลงทุนย่อมเลือกสรรที่จะถือหุ้นจนกระทั่งทิศทางขาขึ้นนั้นจะเปลี่ยน ในขณะที่ถ้าตลาดเป็นขาลง นักลงทุนที่ลงทุนตามความโน้มเอียงนั่นอาจเลือกที่จะพอลงเงินไปก่อน หรือ กระทำการ Short Future เพราะด้วยสร้างรายได้ให้แก่พอร์ตของตนเองประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยโดยสม่ำเสมอ อ้างถึงทว่า กิริยาท่าทางมูลค่าในหุ้นที่เกิดขึ้นในสมัยก่อน สามารถที่จะนำเอามาประมาณการณ์มูลค่าในปัจจุบันนี้พร้อมด้วยภายภาคหน้าได้ ก็เพราะว่านักวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นเข้าใจว่าท่าทางของนักลงทุนไม่ว่าจะเป็นในอดีต หรือว่า สมัยปัจจุบันนั้นโดยมากเลือกการตัดสินใจที่เช่นเดียวกันในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นการชี้ให้เราเห็นถึงจิตวิทยา ในเรื่องของความกล้า กับ ความกลัวของนักธุรกิจในขณะนั้น สมมติว่าความประพฤติในสมัยก่อนแสดงออกอย่างไร ก็มีแนวโน้มว่าในปัจจุบันนี้พร้อมทั้งภายภาคหน้าย่อมจะทำซ้ำแบบเดิมซึ่งอย่างไรก็ดี แบบอย่างการลงทุนโดยมุ่งเน้นกรณีเทคนิคนั้น หากศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ สามารถที่ใช้ในการประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นการลงทุนในในระยะสั่น กลาง ไม่ก็ยาวไกล ทั้งนี้ทั้งนั้นนั่นขึ้นอยู่กับเครื่องมือ พร้อมกับ อินดิเคเตอร์ต่างๆนานา ที่นักลงทุนจะเลือกสรรใช้ ซึ่งสำหรับโดยทั่วไปนั่นเป็นการนำทางหลักช่องทางข้อมูลมาวัดความประพฤติในการตัดสินใจคัดเลือกลงทุนในนักธุรกิจในสถานการณ์หลายอย่าง ด้วยเหตุนั้น การพิจารณาหุ้นด้วยกรณีทางเทคนิคจึงถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าหลงใหลสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่ใช้ข้อมูลข่าวสารทางข้อมูลพร้อมด้วยการดูกราฟมาช่วยตัดสินใจในการลงทุน

ตรวจความพร้อมฝ่ายการเงิน ก่อนที่จะเริ่มต้นลงเงิน

ก่อนที่เราจะลงเงินหรือวิเคราะห์หุ้นว่าตัวไหนดี เหมาะสมกับการลงทุน เราต้องมีการตรวจเช็คความพร้อมทางฝ่ายการเงินก่อน โดยมีวิถีทางต่อไปนี้ขั้นแรกของการตรวจความพร้อมก่อนเริ่มลงเงิน เราควรมีเงินเก็บสำรองอย่างน้อย 3-6 เสมอของค่าครองชีพรายเดือน เพื่อเผื่อไว้ไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินในอนาคต ซึ่งสำหรับผู้ที่มีภาระผ่อนหนี้สิน ไม่ก็ภาระดูแลบุตร บิดามารดา แนะนำให้เตรียมไว้เงินทองดังกล่าวมากยิ่งกว่าผู้ที่ปราศจากภาระใดๆ เงินทุนสำรองฉุกเฉินก้อนนี้ควรเก็บสำรองไว้ภายในบัญชีที่มีการเสี่ยงต่ำ พร้อมทั้งสำหรับการจับจ่ายได้รวดเร็ว อาทิ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือไม่บัญชีกองทุนรวบรวมตราสารหนี้ระยะสั้นขั้นที่สอง ตรวจตรวจภาระหนี้ที่มีอยู่ของตัวคุณเอง ว่ามีต้นทุนเรื่องการเงินไม่ก็ดอกเบี้ยที่สูงหรือต่ำกว่าการลงทุนที่คุณกำลังคัดเลือก เพราะผลประโยชน์จากการลงทุนอาจไม่คุ้มพร้อมกับดอกเบี้ยที่ชำระไป คือการนำเงินทองไปชำระหนี้คงจัดทำคุณค่ายิ่งกว่าการชี้นำเงินไปซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุน ยกตัวอย่าง การนำเงินโบนัสจำนวน 100,000 บาท มาชำระหนี้จำนองบ้านช่องห้องหับพร้อมกับธนาคารพาณิชย์สำหรับสูญเสียดอกเบี้ยข้างในอัตรา 7% ต่อปี ย่อมคุ้มค่ากว่าการนำทางเงินตราจำนวนเดียวกันมาลงทุนข้างในหุ้นกู้ที่ให้ดอกเบี้ย 3.60%ต่อปี เป็นต้นขั้นสุดท้าย ให้ตรวจตรวจสอบระดับความชำนาญในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเราเองว่ามีมากมายน้อยเพียงใด โดยคัดเลือกนำพาเงินทองไปลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ซึ่งสำหรับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไปขึ้นกับปัจจัยหลายฝ่ายได้แก่ อายุ สุขภาพ ความสามารถพร้อมด้วยประสบการณ์ สถานะ ภาระหนี้ กับความร่ำรวยที่มีโดยการตรวจเช็คความพร้อมเรื่องการเงิน ก่อนที่จะเริ่มที่ลงเงิน มีส่วนช่วยให้คุณกำหนดเป้าหมายการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้การจัดสรรเงินลงทุนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ

มารู้จักกับ หุ้น กัน

หุ้น   คำสั้น ๆ แต่ได้ใจความ หลายคนรู้อยู่แกใจว่าคำว่า หุ้น หมายถึงอะไร แต่เมื่อให้ตอบออกมากลับตอบไม่ได้ว่า หุ้น แปรว่าอะไร ในความเข้าใจของผม หุ้น คือการที่เราต้องการที่จะเป็นเจ้าของ กิจการใดกิจการหนึ่งแต่ไม่ได้ลงทุนเอง เป็นการไปซื้อ หุ้น ที่บริษัทนั้น ๆ ขาย ถ้าจะกล่าวในอีกในหนึ่ง หุ้น เป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการที่ ขายหุ้นให้กับบุคลทั่วไปได้เข้ามาถือสิทธ์ เหมือนกับว่าเป็นเจ้าของ ของบริษัท นั้น ๆ ซึ่งเจ้าของในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปจดทำเบียนบริษัทเอง ถ้าหากว่าบริษัทนั้นมีผลกำไรในการทำกิจการดี ก็มีโอกาสที่เราจะได้ผลประโยชน์ จากกิจการนั้นก็มี แต่ว่าการลงทุนกับหุ้นก็มีความเสี่ยงที่สูงเช่นกัน